วิธีการถนอมอาหารมีมาตั้งแต่สมัยโบราณที่เกิดจากภูมิปัญญาไทย การถนอมอาหารช่วยให้สามารถเก็บอาหารไว้บริโภคได้เป็นเวลานาน
โดยที่อาหารนั้นไม่สูญเสียคุณภาพ ซึ่งวิธีการถนอมอาหารมีหลายวิธีสามารถทำได้เองและง่ายมาก
วิธีถนอมอาหารมีดังนี้
1.
การถนอมอาหารโดยตากแห้ง
การถนอมอาหารโดยตากแห้งเป็นวิธีที่ง่ายและประหยัดมากที่สุด
ใช้ได้กับอาหารประเภทเนื้อสัตว์ ผักและผลไม้ เป็นวิธีที่ทำให้อาหารหมดความชื้นหรือมีความชื้นอยู่เพียงเล็กน้อย
เพื่อไม่ให้จุลินทรีย์สามารถเกาะอาศัยและเจริญเติบโตได้
ทำให้อาหารไม่เกิดการบูดเน่า โดยการนำน้ำหรือความชื้นออกจากอาหารให้มากที่สุด เช่น
เนื้อเค็ม ปลาเค็ม กล้วยตาก เป็นต้น
ก่อนตากแห้งจะต้องล้างให้สะอาด
ถ้าเป็นพวกผักมักลวกด้วยน้ำเดือดเสียก่อน ทำให้หยุดยั้งปฏิกิริยาเคมี
บางรายนิยมนำเอาผลไม้ไปรมควันกำมะถันอ่อน ๆ ก่อนที่จะตากแห้ง
ซึ่งจะช่วยให้มีสีและรสดีขึ้น
ทั้งยังป้องกันไม่ให้เกิดรสเปรี้ยวและช่วยกันไม่ให้แมลงกัดกินอีกด้วย อาหารที่นิยมถนอมโดยการตากแห้ง
มักเป็นประเภทผัก ผลไม้ และเนื้อ เช่น ดีปลี พริก (พริกไทย) เห็ดบางชนิด (เช่น
เห็ดแครงที่ขึ้นตามต้นไม้มะขามที่ล้มตาย เป็นต้น) หมากแห้ง (ฝานก่อนตาม) กล้วยตาก
(กล้วยสุกปอกเปลือกแล้วตากแห้ง) ลูกหยี (ปอกเปลือกแล้วตากแห้ง) ส้มแขก (ผลไม้ชนิดหนึ่ง
ผลกลม หั่นเป็นชิ้นบาง ๆ แล้วตากแห้ง ใช้ในการปรุงอาหาร) เนื้อเค็ม ปลาเค็ม
เป็นต้น
การตากแห้งอาหารประเภทเนื้อ มักใช้เกลือช่วยเพื่อกันการบูดเน่า
และช่วยให้มีรสชาติดีขึ้น เช่น หอยตาก
(หอยน้ำจืดชนิดหนึ่งคล้ายหอยแครงแต่ขนาดเล็กว่า ชอบอยู่ในทะเลสาบ อาจลวกให้สุกด้วยน้ำเกลือที่ร้อนจัด
หรือคลุกเกลือแล้วตากแดด
โดยมากนิยมใช้วิธีหลังจึงเรียกหอยชนิดนี้ตามกรรมวิธีที่นิยมนั้นว่าหอยตาก) ปลาริ้ว
(ปลาช่อนตัวโต ๆ ที่นำมาผ่าเป็นริ้ว ๆ แล้วตากแห้ง) ปลาแห้ง (ปลาเกลือ) เนื้อแห้ง
(เนื้อเค็ม) เคย (กะปิ) บางชนิดต้มให้สุกเสียก่อนแล้วนำมาตากแห้ง เช่น สารกุ้ง (กุ้งแห้ง) ข้าวเกรียบกุ้ง
ข้าวเกรียบปลา เป็นต้น
การถนอมอาหารโดยการดอง โดยใช้จุลินทรีย์บางชนิดที่ไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์
โดยจุลินทร์ทรีย์นั้นจะสร้างสารบางอย่างขึ้นมาในอาหาร ซึ่งสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ตัวอื่นๆได้
ดังนั้นผลของการหมักดองจะทำให้อาหารปลอดภัยจากจุลินทร์ทรีย์ชนิดอื่นๆ
และยังทำให้เกิดอาหารชนิดใหม่ๆที่มีลักษณะแตกต่างไปจากเดิม เป็นการเพิ่มกลิ่น
และรสชาติของอาหารให้แปลกออกไป
การถนอมอาหารโดยการดองมีหลายวิธีดังนี้
2.1 การดองเปรี้ยว ผักที่นิยมนำมาดอง เช่น ผักกาดเขียว กะหล่ำปลี ผักเสี้ยน ถั่วงอก เป็นต้น วิธีทำคือนำเอาผักมาเคล้ากับเกลือ โดยผสมน้ำเกลือกบน้ำส้มต้มให้เดือด ทิ้งไว้ให้เย็น นำมาเทราดลงบนผักที่เรียงไว้ในภาชนะ เทให้ท่วมผักปิดฝาภาชนะไม่ให้ลมเข้า หมักทิ้งไว้ 4-7 วัน ก็นำมารับประทานได้
2.2 การดอง 3 รส คือ รสเปรี้ยว เค็ม หวาน ผักที่นิยมดองแบบนี้คือ ขิงดอง กระเทียมสด ผักกาดเขียน การดองชนิดนี้คือ นำเอาผักมาเคล้ากับเกลือแล้วผสมน้ำส้ม น้ำตาล เกลือ ต้มให้เดือด ทิ้งไว้ให้เย็น แล้วนำมาเทราดลงบนผักปิดฝาทิ้งไว้ประมาณ 2-3 วัน ก็นำมารับประทานได้
2.3 การดองหวาน ผักและผลไม้ที่นิยมนำมาดอง เช่น มะละกอ หัวผักกาด กะหล่ำปลี เป็นต้น โดยต้มน้ำตาล น้ำส้มสายชู เกลือ ให้ออกรสหวานนำให้เดือดทิ้งไว้ให้เย็น เทราดลงบนผักผลไม้ ทิ้งไว้ 2-3 วัน ก็นำมารับประทานได้
2.4 การดองเค็ม อาหารที่นิยมส่วนใหญ่จะเป็นพวกเนื้อสัตว์และผัก เช่น ปูเค็ม ปลาเค็ม กะปิ หัวผักกาดเค็ม ไข่เค็ม เป็นต้น ต้มน้ำส้มสายชูและเกลือให้ออกรสเค็มจัดเล็กน้อยให้เดือดทิ้งไว้ให้เย็น กรองใส่ภาชนะที่จะบรรจุอาหารดอง แล้วหมักทิ้งไว้ 4-9 เดือนจึงนำมารับประทาน
2.5 การหมักดองที่ทำให้เกิดแอลกอฮอล์ คือการหมักอาหารพวกแป้ง น้ำตาล โดยใช้ยีสต์เป็นตัวช่วยให้เกิดแอลกอฮอล์ เช่น ข้าวหมาก ไวน์ เป็นต้น
3. การถนอมอาหารโดยการเชื่อม
การเชื่อมและการกวนเป็นวิธีถนอมอาหาร
โดยอาศัยสารน้ำตาลป้องกันไม่ให้อาหารนั้น เกิดการเปลี่ยนแปลงบูดเน่าเสียหาย
การถนอมอาหารโดยการเชื่อม 3 วิธี ดังนี้
3.1
การเชื่อมแบบธรรมดา อาจเคี่ยวจนน้ำเชื่อมข้นเหนียว
น้ำเชื่อมแทรกซึมเข้าในเนื้อของสิ่งที่เชื่อมแล้วใช้น้ำเชื่อมที่เหลือแช่หล่อไว้อีกชั้นหนึ่ง
เช่น กล้วยเชื่อม สาเกเชื่อม ลูกตาลเชื่อม ขนุนเชื่อม เป็นต้น
หรืออาจเคี่ยวต่อไปจนน้ำเชื่อมแก่จัด เมื่อเย็นลงจะแห้งและแข็งตัว
3.2 การถนอมอาหารด้วยการแช่อิ่ม เป็นการถนอมอาหารโดยใช้น้ำตาลปริมาณมาก คือ นำอาหารมาแช่ในน้ำเชื่อม และเปลี่ยนเพิ่มความเข้มข้นจนถึงจุดอิ่มตัวแล้วนำมาทำแห้ง มักใช้กับผลไม้ที่มีรสขม รสขื่น หรือรสเปรี้ยวจัด ทำให้สิ่งนั้นรสจืดลงเสียก่อนโดยวิธีต่าง ๆ เช่น แช่น้ำเกลือ แช่น้ำปูน แช่สารส้ม เป็นต้น ผลไม้ที่นิยมนำมาแช่อิ่ม เช่น มะม่วง มะขาม มะกอก มะยม เป็นต้น
3.3
การฉาบ เป็นการนำเอาผักหรือผลไม้ที่ทำสุกแล้ว เช่น
เผือกทอด มันทอด กล้วยทอด เป็นต้น
วิธีฉาบคือเคี่ยวน้ำตาลให้เป็นน้ำเชื่อมแก่จัดจนเป็นเกล็ด
แล้วเทลงผสมคลุกเคล้ากับของที่ทอดไว้
ทิ้งไว้ให้เย็นจนน้ำเชื่อมเกาะเป็นเกล็ดติดอยู่บนผิวอาหารที่ฉาบ
4. การถนอมอาหารด้วยวิธีการกวน
คือ
การที่นำเนื้อผลไม้ที่สุกแล้วผสมกับน้ำตาล โดยใช้ความร้อน
เพื่อกวนผสมให้กลมกลืนกัน โดยมีรสหวาน และให้เข้มข้นขึ้น
การใส่น้ำตาลในการกวนมี 2 วิธี คือ ใส่น้ำตาลแต่น้อยใช้กวนผลไม้ เพื่อทำแยม เยลลี่ เป็นต้น
และการกวนโดยใช้ปริมาณน้ำตาลมาก เช่น การกวนผลไม้แบบแห้ง เช่น กล้วยกวน สับปะรดกวน
ทุเรียนกวน เป็นต้น
5. การทำแยม
การทำแยม เป็นการต้มเนื้อผลไม้ปนกับน้ำตาลด้วยไฟอ่อนในระยะแรก
แล้วค่อย ๆ เพิ่มไฟขึ้นทีละน้อย หมั่นคนสม่ำเสมอ จนกระทั่งแยมเหนียวตามต้องการ
กล่าวคือ เมื่อใช้ช้อนตักขึ้นแล้ว
6. การรมควัน
การรมควันเป็นการถนอมอาหารที่ต่างไปจากการ
ตากแห้งธรรมดา นอกจากจะทำให้อาหารแห้งแล้ว ยังช่วยรักษาให้อาหารเก็บได้นาน
มีกลิ่นหอมและรสชาติแปลกซึ่งเป็นที่นิยมกันมาก
การรมควันที่สามารถทำได้ในครอบครัวจะเป็นแบบธรรมชาติโดยการสุมไฟด้วยไม้กาบมะพร้าว
ขี้เลื่อย ซางข้าวโพด
ให้แขวนอาหารไว้เหนือกองไฟใช้ไฟอ่อนๆเพื่อให้รมควันอาหารไปพร้อมกับไอร้อนจะช่วยทำให้อาหารแห้งเร็ว
เช่น รมควันปลา เป็นต้น
1. หมูแดดเดียว สูตรตากแดด
วิธีการทำหมูแดดเดียวสุดธรรมดาคือการตากแดด
วันไหนแดดจัดเตรียมหมูรอเลย ขอนำเสนอเมนูหมูแดดเดียวทอด
พอหมักหมูกับซอสเรียบร้อยก็จับไปตากแดด กินกับน้ำจิ้มแจ่ว
ส่วนผสม หมูแดดเดียว
• เนื้อสันคอหมู
หั่นเป็นชิ้นยาว ความหนา 1 ซม. จำนวน 1 กิโลกรัม
• น้ำตาลทราย 1/4
ถ้วย
• นมข้นจืด 2
ช้อนโต๊ะ
• น้ำมันพืช 1
ช้อนโต๊ะ
• ซอสปรุงรส 1
ช้อนโต๊ะ
• ซีอิ๊วขาว 1/4
ถ้วย
• น้ำมันหอย 3
ช้อนโต๊ะ
• งาขาว 2 ช้อนโต๊ะ
(ใส่หรือไม่ใส่ก็ได้)
•
น้ำมันพืชสำหรับทอด
วิธีทำหมูแดดเดียวทอด
• 1.
ผสมน้ำตาลทรายกับนมข้นจืด น้ำมันพืช ซอสปรุงรส ซีอิ๊วขาว น้ำมันหอย และงาขาว
คนผสมให้เข้ากัน เตรียมไว้
• 2.
ใส่เนื้อหมูที่หั่นเตรียมไว้ลงเคล้าผสมในส่วนผสมซอส พักทิ้งไว้ประมาณ 2 ชั่วโมง
จนน้ำซอสซึมเข้าเนื้อหมู
• 3.
วางเนื้อหมูที่หมักไว้เรียงลงบนตะแกรง นำออกไปตากแดดจนเนื้อหมูแห้งหมาด ๆ
เก็บใส่ภาชนะปิดให้สนิท นำเข้าแช่แข็ง
• 4.
ใส่น้ำมันพืชลงในกระทะ นำขึ้นตั้งไฟปานกลาง พอร้อนใส่เนื้อหมูลงทอดจนสุกเหลือง
ตักขึ้นสะเด็ดน้ำมัน จัดใส่จาน พร้อมรับประทาน
2. หมูแดดเดียว สูตรอบไม่ตากแดด
ใครว่าการทำหมูแดดเดียวต้องตากแดดเสมอไป ถ้าวันไหนไม่มีแดดแต่อยากกินก็ทำได้
ใครสนใจมาจดสูตรหมูแดดเดียวอบ จับหมูไปหมักแล้วนำเข้าเตาอบจนแห้ง เสร็จแล้วก็นำมาทอดจนสุก
ส่วนผสม หมูแดดเดียวอบ
• เนื้อหมู (สันคอ)
500 กรัม
• กระเทียมสับ 1
ช้อนโต๊ะ
• งาขาวคั่ว 2
ช้อนโต๊ะ
• น้ำตาลทราย 2
ช้อนโต๊ะ
• พริกไทยป่น 1/2
ช้อนชา
• ซีอิ๊วขาว 2
ช้อนโต๊ะ
• น้ำมันหอย 2
ช้อนโต๊ะ
วิธีทำหมูแดดเดียวอบ
• 1.
นำเนื้อหมูมาล้างทำความสะอาด ซับให้แห้งแล้วหั่นยาวตามสไตล์หมูแดดเดียว
• 2. ผสมกระเทียม
งาขาว น้ำตาลทราย และพริกไทย คนให้เข้ากัน
• 3.
ใส่ซีอิ๊วขาวกับน้ำมันหอยลงไป คนส่วนผสมทุกอย่างให้เข้ากันดี
ก็เริ่มหมักหมูกันได้เลย ใส่หมูที่เตรียมไว้คลุกเคล้าให้เข้ากัน
(พักหมูไว้ในตู้เย็น 2 ชั่วโมง)
• 4.
พอครบเวลาก็นำหมูออกจากตู้เย็นมาวางเรียงบนตะแกรง เรียงให้ห่างกันเล็กน้อย
• 5. นำเข้าเตาอบ
เปิดไฟบน-ไฟล่างระบบพัดลมที่อุณหภูมิ 80 องศาเซลเซียส อบเนื้อจนแห้งประมาณ 4 ชั่วโมง
• 6.
ทอดหมูได้เลยค่ะ ทอดจนสุกเหลืองทั้งชิ้นนะคะ
3. คอหมูแดดเดียว
สำหรับใครที่ชอบเมนูหมูแดดเดียวฉ่ำ ๆ ต้องนี่เลยเมนูคอหมูแดดเดียว สูตรจาก
คุณ EcoGo สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม
สูตรนี้หมักหมูด้วยน้ำสับปะรดเพิ่มความนุ่ม หั่นชิ้นหนาตามชอบ เอาล่ะ...
เริ่มหมักหมูกันเลยพี่น้อง
ส่วนผสม คอหมูแดดเดียว
• คอหมู 500 กรัม
(คอหมูไม่ใช่สันคอหมูนะครับ คอหมูที่เขาใช้ทำคอหมูย่าง บางที่ใช้สันคอ
แต่สูตรนี้เน้นนุ่ม ๆ หนึบ ๆ ถ้าไม่ชอบมัน ๆ ให้แล่เอาส่วนมัน ๆ ออกมา
เนื้อส่วนนี้จะเห็นมันแทรกในชั้นเนื้อ
ทำให้นุ่มและไขมันนำพารสเครื่องปรุงแทรกเข้ามาชัดเจนมาก)
• สับปะรด (จะใช้ฉ่ำ
ๆ หรือจะเอากรอบ ๆ ก็เอามาเถอะ)
• น้ำมันหอย 1
ช้อนโต๊ะ
• ซีอิ๊วขาว 1
ช้อนโต๊ะ + 1/2 ช้อนโต๊ะ
• น้ำมันงา 1
ช้อนโต๊ะ
• ซอสปรุงรส 1
ช้อนโต๊ะ
• พริกไทย 1/2
ช้อนชา
• น้ำมันสำหรับทอด
(ใช้ Deep Fry ทอดน้ำมันท่วม ๆ นะครับ อย่าขี้เหนียว)
วิธีทำคอหมูแดดเดียว
•
หั่นคอหมูเป็นเส้นยาวประมาณ 1 เซนติเมตร หรือตามชอบ
เคล็ดลับหมักหมู :
• 1.
อย่าหั่นหมูบางมาก เพราะถ้าบางเวลาทอดจะแห้งแข็ง
• 2. หั่นตัดขวางลายเส้นเนื้อหมู
อย่าหั่นตามลายเส้นเนื้อ เพราะถ้าหั่นตามเส้นนะพ่อคุณเอ๋ย
หมูจะเหนียวจนเอามาใช้แทนยางรัดถุงแกงได้เลย
วิธีหมักหมูแดดเดียว
•
ใส่เครื่องปรุงทั้งหมดลงไป ได้แก่ น้ำมันหอย ซีอิ๊วขาว น้ำมันงา ซอสปรุงรส พริกไทย
และน้ำสับปะรด แล้วขยำให้เข้ากัน (ใส่ให้สุดแรง)
เคล็ดลับ :
• 1.
เครื่องปรุงทั้งหมด อนุญาตให้สลับใส่เครื่องปรุงไหนก่อน-หลังก็ได้ไม่มีผลต่อรสชาติ
• 2.
นำสับปะรดมาบีบคั้นน้ำใส่ลงไปสัก 2 ช้อนโต๊ะ อย่าเอาง่ายใส่ไปทั้งชิ้น
กินประณีตนิดหนึ่ง
• 3.
สูตรนี้น้ำสับปะรดช่วยให้หมูนุ่มสุด ๆ ผิวหนังที่นวดก็น่าจะนุ่มได้เหมือนกัน
สำหรับเครื่องปรุงมีดังนี้ ซอสหอยนางรม ซอสปรุงรส หัวซีอิ๊วขาว หางซีอิ๊วขาว
น้ำมันงา และพริกไทย ใช้ซีอิ๊วขาวตราเด็กอ้วนก็ได้ครับ ที่ใช้ซีอิ๊วขาวอันนี้เพราะกลิ่นหอมมาก
รสชาติละมุนไม่เค็มจัดและมีรสหวานอ่อน ๆ บอกเลยว่าอร่อย
ได้มาจากข้าวมันไก่ร้านดังที่หาดใหญ่ ใช้หางซีอิ๊วกับน้ำมันงาสองตัวนี้ราดไก่ต้มมา
ติดใจเลย อยากกินไก่ต้มมันทุกวัน แทบจะไปขอคนสับไก่เป็นเมีย
หมายเหตุ :
ส่วนสำคัญอีกอย่าง คือ การชิมรสชาติหากจะให้พอดีตามรสที่ชอบ ให้บรรจงเอาเครื่องปรุงรสทุกอย่างผสมใส่ถ้วยแล้วแตะลิ้นชิมก่อน
ถ้าชอบรสไหน รสอะไรขาดไปเติมเลย หากคนติดหวานใส่น้ำตาลทรายหรือซีอิ๊วดำก็ได้
แต่ถ้าใส่หมักหมูไปแล้ว เอานิ้วที่ขยำ ๆ แตะ ๆ ลิ้นดูหน่อยว่ารสโอเคไหม
อย่าให้เค็มมากเพราะเมื่อเอาไปตากแดดแล้วทอด เนื้อหมูจะแห้ง ทำให้เค็มกว่าเดิม
วิธีตากหมูแดดเดียว
• ต่อไป
สำรวจบริเวณบ้านที่มีแดดส่อง เลือกพื้นที่ที่ แดดส่องทั้งวัน
ครั้นจะให้ไปเลื่อนถาดตามแดดทุกสิบนาทีไม่ต้องทำมาหากินพอดี
• วางหมูที่คลุกแล้วกระจาย
ๆ ชิ้นหมูจัดให้สวยงามลงบนถาด ***อย่าให้เนื้อหมูซ้อนกัน ภาพออกมามันดูไม่งาม
รักษาระยะห่างกันไว้สักนิดจะได้แห้งเหี่ยวกันไว ๆ ***
•
นำถาดหมูที่ได้ไปตากแดด
(แขวนยั่วเทวดาระหว่างรอให้เอาสับปะรดที่เหลือจากคั้นน้ำมานั่งกินรอเวลา)
• ถ้าแดดดี : ประมาณ 4-5 ชั่วโมงกำลังได้ที่
• ถ้าแดดอ่อน :
แขวนลืมไว้ได้เลย เย็น ๆ เก็บทีเดียว
• ถ้าแดดอ่อนจัดมาก
: ตอนเย็นเนื้อหมูยังชุ่ม ๆ อยู่เอาไดร์ร้อนเป่าผมช่วยเซต
•
ถ้าเริ่มแขวนกลางคืน : แนะนำให้นำไปตากตอนเช้าของอีกวัน
• แต่...
ถ้าแถวบ้านไม่มีแดดส่อง หรืออยากกินหมูแดดเดียววันฝนตก
หรือสถานที่ตากแถวบ้านไม่อำนวย มีก่อสร้าง มีนกบินไปมา หมาแมวมารบกวน
หมูแดดเดียวจะอุดมไปด้วยฝุ่นและสิ่งไม่พึงปรารถนา ให้แก้ปัญหานี้ด้วย
"เตาอบ"
• เอาชิ้นหมูเรียงบนถาดให้เรียบร้อย
ใช้กติกาเดิม ***อย่าทับกัน อย่าซ้อนกัน***
•
อบใช้ไฟบนกับลมร้อน (ให้สภาพเหมือนอากาศบ้านเราตอนเดินไปข้างนอก) ที่อุณหภูมิ
70-120 องศาเซลเซียส เปิดวอร์มเตาได้ที่ก่อนแล้วยัดเข้าไปได้เลย
เลือกเวลาตามความเหมาะสม ดูให้น้ำในเนื้อหมูระเหย จนชิ้นเนื้อเริ่มแห้ง
(ระหว่างรอให้เอาสับปะรดลูกเดิมที่เหลือจากคั้นน้ำนั่นแหละ มานั่งกินรอเวลา)
•
พอครบเวลาแล้วไม่ว่าจะตากแดดหรือตากเตาได้ที่แล้วถ้ายังไม่กิน
ให้เก็บเข้ากล่องถนอมอาหาร แล้วยัดตู้เย็นไปนอนหนาวรอได้เลย อารมณ์ดีวันไหนอยากกิน
ค่อยแบ่งออกมาทอดเก็บกินได้ยาว ๆ
วิธีทอดหมูแดดเดียว
• 1.
ตั้งกระทะกะน้ำมันให้ท่วมชิ้นหมู (ถ้าทอดไม่เยอะใช้หม้อใบเล็กใส่น้ำมันทอดแทนกระทะ
ประหยัดน้ำมันได้เยอะถ้าที่บ้านมีฐานะมีโรงหีบน้ำมันปาล์มเป็นของตัวเอง
ใส่ได้ตามสบายเลย)
• 2. นำไปตั้งไฟกลางค่อนไปทางอ่อน
รอจนน้ำมันร้อน
• 3.
การสังเกตว่าน้ำมันร้อนใช้ได้แล้วไม่ยาก ใช้หลังมือครับ
หลังมือเป็นส่วนที่รับรู้อุณหภูมิได้ไว ใช้หลังมือ... จุ่มลงไปที่น้ำมัน
ถ้ามีฟองอากาศ รู้สึกว่าร้อน ร่างกายดึงมือออกมาโดยอัตโนมัติ แสดงว่าน้ำมันใช้ได้แล้ว
หรืออีกวิธีในการเช็กความร้อนของน้ำมัน ให้ใช้หมูที่เราตากชิ้นเล็ก ๆ ใส่ไปดู
ถ้ามีเสียงฉ่า ๆ มีฟอง มีน้ำมันกระเด็นดีดใส่ร่างกาย แปลว่าใช้ได้)
• 4.
ทอดหมูดูให้พอเหลืองไม่ต้องออกดำมาก ***ยิ่งทอดนาน หมูยิ่งแข็ง ยิ่งดำไม่น่าทาน***
ปกติจะทอดประมาณสีน้ำตาล ๆ จนผิวเริ่มแห้ง แล้วช้อนขึ้นมาสะเด็ดน้ำมันไว้
ให้ความร้อนทำงานต่ออีกสัก 2-3 นาที สีจะเข้มขึ้นเล็กน้อย
• 5. เท่านี้ก็ได้
"คอหมูแดดเดียว" ที่รสชาติเข้าเนื้อ แถมชิ้นหมูแห้งแต่ข้างในนุ่มชุ่มฉ่ำ
พร้อมเสิร์ฟกับข้าวเหนียวนุ่ม ๆ แล้ว










ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น